: 21
: 18-Feb-26

ท่ามกลางบรรยากาศแผดเผาของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แสงแดดอันเจิดจ้าดูจะเป็นทรัพยากรที่เรามีอยู่อย่างล้นเหลือจนแทบจะกลายเป็นความเคยชิน ทว่าภายใต้ความร้อนแรงที่ดูเหมือนจะครอบคลุมทุกตารางนิ้ว กลับซ่อนความย้อนแย้งที่น่าพิศวงเอาไว้ เมื่อรายงานทางการแพทย์และสถิติจากกรมอนามัยระบุตรงกันว่า ประชากรในเมืองร้อนอย่างคนไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวง กำลังเผชิญกับภาวะ “ขาดวิตามินดี” อย่างรุนแรงในระดับวิกฤตถึงร้อยละ 60-70 ของประชากรทั้งหมด นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของวิตามินที่ขาดหายไป แต่คือสัญญาณเตือนภัยของวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่กำลังทำให้เราอ่อนแอลงจากภายในอย่างช้าๆ
สาเหตุของวิกฤตนี้เริ่มต้นจากความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในวิถีชีวิตที่เรียกว่า Indoor Life เราได้สร้างโลกจำลองขึ้นมาภายในอาคารคอนกรีตที่เต็มไปด้วยระบบปรับอากาศและฟิล์มกรองแสงหนาเตอะ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกำแพงล่องหนกั้นขวางรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) ไม่ให้ตกถึงผิวหนัง ประกอบกับค่านิยมความงามที่ผูกโยงความขาวกระจ่างใสเข้ากับสถานะทางสังคม ทำให้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงกลายเป็นปัจจัยที่ห้าที่เราประโคมลงบนผิวเพื่อบล็อกการสร้างวิตามินดีเกือบ 100% แม้กระทั่งธรรมชาติเองก็ดูเหมือนจะซ้ำเติมเรา เมื่อมลภาวะฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ปกคลุมเมืองใหญ่ทำหน้าที่เป็นชั้นกรองแสงอีกชั้นหนึ่งที่ดูดซับรังสี UVB ไปจนหมดสิ้น ทำให้ร่างกายของคนเมืองไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เพียงพอต่อความต้องการในระดับที่จะใช้ "ป้องกันโรค"
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ทำไมเราต้องกังวลกับการขาดวิตามินดีขนาดนั้น? คำตอบคือความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกมานานว่าวิตามินดีมีหน้าที่เพียงแค่ช่วยดูดซึมแคลเซียมเพื่อกระดูกที่แข็งแรง ในทางการแพทย์สมัยใหม่ วิตามินดีได้รับการยกระดับฐานะจากวิตามินทั่วไปให้กลายเป็น “ฮอร์โมนสเตียรอยด์” ผู้ควบคุมระบบนิเวศของร่างกาย เนื่องจากมันมีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง และมี “ตัวรับ” (Vitamin D Receptor - VDR) กระจายตัวอยู่แทบทุกเซลล์ในร่างกาย ตั้งแต่เซลล์ในสมอง หัวใจ ปอด ไปจนถึงเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน
บทบาทที่น่าทึ่งที่สุดของวิตามินดีคือการทำหน้าที่เป็น "ผู้คุมพฤติกรรมเซลล์" เพื่อต้านการกำเนิดของมะเร็ง ในโลกของเซลล์ที่ปกติจะมีการแบ่งตัวอย่างเป็นระเบียบ เซลล์มะเร็งเปรียบเสมือนรถที่เบรกแตกและพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง วิตามินดีจะเข้าไปรับหน้าที่เป็นวิศวกรผู้ซ่อมเบรก โดยการกระตุ้นยีนควบคุมวัฏจักรเซลล์ที่ชื่อว่า p21 และ p27 เพื่อชะลอการแบ่งตัวที่ผิดปกติ หากพบว่าเซลล์นั้นเสียหายจนเกินเยียวยา วิตามินดีจะส่งสัญญาณสั่งการให้เกิดกระบวนการ "Apoptosis" หรือการสั่งตายเซลล์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เซลล์ที่เริ่มจะมีเค้าลางของเนื้อร้ายกำจัดตัวเองทิ้งไปก่อนที่จะลุกลาม ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งปัจจัยการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Anti-angiogenesis) เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงที่มะเร็งพยายามสร้างขึ้นเพื่อดึงสารอาหารจากร่างกายมาใช้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมระดับวิตามินดีที่เหมาะสมจึงเป็นปราการด่านแรกในการลดความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด
ไม่เพียงแค่เรื่องของมะเร็งเท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานกับ “โรคภูมิแพ้อากาศ” หรือ Allergic Rhinitis วิตามินดีคือคำตอบที่คุณอาจคาดไม่ถึง โรคภูมิแพ้แท้จริงแล้วคือสภาวะที่ภูมิคุ้มกันในร่างกาย “ตื่นตูม” และไวต่อสิ่งเร้าเกินเหตุ วิตามินดีจะสวมบทบาทเป็น “ผู้คุมกฎ” (Immune Modulator) ที่คอยจัดระเบียบกองทัพเม็ดเลือดขาว โดยการปรับสมดุลระหว่างเม็ดเลือดขาวฝ่ายรุกที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Th2) และฝ่ายควบคุมที่คอยสั่งให้กองทัพสงบลง (T-Regulatory Cells) การมีวิตามินดีที่เพียงพอจึงช่วยลดการอักเสบในโพรงจมูก ลดอาการคัดจมูก และยังช่วยกระตุ้นการสร้างยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติที่เยื่อบุทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่มักตามมาในผู้ป่วยภูมิแพ้และไซนัส
.jpg)
เมื่อเราเข้าใจถึงความสำคัญระดับพลิกชีวิตของวิตามินตัวนี้แล้ว คำถามต่อมาคือเราจะจัดการกับความย้อนแย้งนี้อย่างไรในเมื่อเรายังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางตึกสูง? คำตอบไม่ใช่การออกไปตากแดดจนตัวไหม้เกรียม แต่คือการจัดการอย่างมีกลยุทธ์ การตรวจหาระดับวิตามินดีในเลือด (25-hydroxy Vitamin D) คือจุดเริ่มต้นที่จำเป็น เพื่อให้ทราบว่าเราอยู่ในระดับที่ปลอดภัยหรือระดับวิกฤต ซึ่งระดับที่หวังผลในการต้านมะเร็งและปรับภูมิคุ้มกันควรอยู่ที่ 40-60 ng/mL
การได้รับแสงแดดที่ถูกต้องเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เราควรเลือกช่วงเวลาที่รังสี UVB มีความเข้มข้นสูงสุดนั่นคือช่วง 10.00 น. ถึง 15.00 น. ซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาที โดยปล่อยให้ผิวบริเวณแขนหรือขาได้สัมผัสแดดโดยตรงโดยไม่ทาครีมกันแดด เพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้สูงสุด ขณะเดียวกันก็ควรเสริมด้วยอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอนจากธรรมชาติ หรือไข่แดงที่มีคุณภาพ และสำหรับคนเมืองที่ไม่สามารถจัดสรรเวลาตากแดดได้ การรับประทานวิตามินดี 3 (D3) เสริมภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญคือทางเลือกที่ปลอดภัยและแม่นยำที่สุด โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับมื้ออาหารที่มีไขมันเพื่อประสิทธิภาพในการดูดซึม
บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การเตือนให้เราออกไปตากแดด แต่มันคือการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับธรรมชาติขึ้นมาใหม่ วิตามินดีคือ “กุญแจสำคัญ” ที่คนไทยมองข้ามเพียงเพราะเราอยู่ในเมืองร้อนที่เต็มไปด้วยแสงแดดอันลวงตา การให้ความสำคัญกับสารอาหารที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายนี้ คือการลงทุนในระบบภูมิคุ้มกันที่คุ้มค่าที่สุด เป็นการสร้างเกาะป้องกันมะเร็ง และเป็นการยุติความทรมานจากโรคภูมิแพ้อากาศอย่างยั่งยืน การเริ่มต้นใส่ใจระดับวิตามินดีตั้งแต่วันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพในวันพรุ่งนี้ แต่คือความมั่นคงของชีวิตในระยะยาวที่ธรรมชาติได้มอบทางออกไว้ให้เราแล้ว เพียงแค่เรายอมเปิดรับมันอย่างถูกวิธีเท่านั้น
สำหรับคนที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ ยาน้ำเทียนเซียน คือ ยาตามองค์ความรู้ของแพทย์แผนจีนที่ประกอบไปด้วยสมุนไพร 14 ชนิด มีสรรพคุณในการขับร้อนถอนพิษ บำรุงร่างกาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ที่ต้องการดูแลตัวเอง โดยยาน้ำเทียนเซียนได้ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากสถาบันวิจัยยาฉางไป๋ซาน ใช้เทคโนโลยีการผลิตมาตรฐาน GMP และถูกรับรองโดย US FDA ให้เป็นอาหารเสริมที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยยาน้ำจากสมุนไพรจีนธรรมชาติ สามารถสั่งซื้อได้เลยที่ LINE : @tianxian
กรุณากรอกแบบฟอร์ม เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับภายใน 24 ชั่วโมง
213/5 อาคารอโศกทาวเวอร์ ชั้น 6 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110
โทร 02-264-2217 02-264-2218 02-264-2219
Copyright © 2020 บริษัท เฟยดา จำกัด. All rights reserved.